สายด่วน 1415
24 ชั่วโมง

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้! สัญญาณเตือนแบบไหน มีโอกาสเสี่ยงทารกเกิดก่อนกำหนด

บริการของเรา > บทความสุขภาพเด็ก > คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้! สัญญาณเตือนแบบไหน มีโอกาสเสี่ยงทารกเกิดก่อนกำหนด

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรรู้! สัญญาณเตือนแบบไหน..มีโอกาสเสี่ยงทารกเกิดก่อนกำหนด

การคลอดก่อนกำหนด เป็นภาวะที่คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนมีความกังวลใจ เพราะนี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เจ้าตัวน้อยต้องเข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิดใน หอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต [NICU] เนื่องจากอวัยวะที่ยังทำงานไม่สมบูรณ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการและสุขภาพในระยะยาวของลูกน้อย

จากข้อมูลล่าสุดโดยกระทรวงสาธารณสุข สถานการณ์ในประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ แม้จำนวนเด็กเกิดใหม่จะมีแนวโน้มลดลง แต่ สถิติการคลอดก่อนกำหนด กลับยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยสูงถึง 9.9% – 10% ของการคลอดทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 8%

ในปี 2568 มีการคาดการณ์ว่าจะมีเด็กไทยเกิดใหม่ประมาณ 3.8 แสนคน และในจำนวนนี้มี ทารกกว่า 30,000 คน ที่ต้องเผชิญกับภาวะคลอดก่อนกำหนด กลายเป็น “นักสู้ตัวจิ๋ว” ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์และอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่ทันสมัยเพื่อให้พวกเขามีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแรง

บทความนี้จะช่วยให้คุณแม่รู้เท่าทันสัญญาณเตือน และเข้าใจความสำคัญของการเตรียมความพร้อม เพื่อปกป้องชีวิตที่เปราะบางที่สุดในครอบครัว…

 

แบบไหนที่เรียกว่า..ภาวะคลอดก่อนกำหนด ?

การคลอดก่อนกำหนด (Preterm Labor) คือ การคลอดทารกก่อนถึงกำหนดครบ 37 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ซึ่งโดยปกติแล้วการตั้งครรภ์แบบครบกำหนดจะนับตั้งแต่อายุครรภ์ 37-40 สัปดาห์ และไม่เกิน 42 สัปดาห์ แนะนำให้คลอดที่อายุครรภ์ มากกว่า 39 สัปดาห์ หากไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อื่น

ซึ่งการเกิดก่อนกำหนดถึงแม้ว่าอวัยวะต่าง ๆ ครบสมบูรณ์ แต่การทำงานของอวัยวะในร่างกายยังทำงานได้ไม่ดีเท่าเท่าทารกที่คลอดปกติ และอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนหลายประการซึ่งมักต้องการการดูแลเป็นพิเศษและต้องอยู่รักษาในโรงพยาบาลนานกว่าปกติ

อันตรายและภาวะแทรกซ้อนเมื่อ “นักสู้ตัวจิ๋ว” ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการเกิดก่อนกำหนด

ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของทารกเกิดก่อนกำหนด คือ “การเสียชีวิต” เนื่องจากร่างกายของทารกยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์พอที่จะออกมาเผชิญโลกภายนอก นอกจากนี้ ลูกน้อยยังต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ดังนี้

  • ภาวะหายใจลำบาก (Respiratory Distress Syndrome – RDS) เนื่องจากปอดยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทารกจึงมีปัญหาในการหายใจและอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • ภาวะติดเชื้อได้ง่าย (Infections) ทารกเกิดก่อนกำหนดมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือปอดอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ เช่น รวมทั้งการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือการติดเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ภาวะเลือดออกในโพรงสมอง (Intraventricular Hemorrhage – IVH) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยในทารกเกิดก่อนกำหนด เนื่องจากเส้นเลือดเปราะแตกง่าย โดยเฉพาะในทารกที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 1,500 กรัม
  • ภาวะจอประสาทตาผิดปกติ ในทารกเกิดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity – ROP) จอประสาทตายังพัฒนาไม่สมบูรณ์ อาจมีการพัฒนาของเส้นเลือดจอประสาทตาผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้ตาบอดได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
  • ลำไส้เน่าอักเสบ (Necrotizing Enterocolitis – NEC) ลำไส้ที่เปราะบางเสี่ยงต่อการติดเชื้อและอักเสบรุนแรง ทำให้การย่อยอาหารมีปัญหา และอาจต้องรับสารอาหารทางหลอดเลือดดำแทนหรือต้องได้รับการผ่าตัด
  • ภาวะเหลือง (Jaundice) ทารกเกิดก่อนกำหนดมักมีการทำงานของตับยังไม่สมบรูณ์ ทำให้เกิดภาวะเหลืองหลังคลอด ,มีภาวะซีด ต้องได้รับการรักษาด้วยการส่องไฟหรือเปลี่ยนถ่ายเลือดอย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งหากรุนแรงอาจส่งผลต่อสมองได้
  • การเจริญเติบโตได้ช้า เด็กที่เกิดก่อนกำหนดอาจมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าเกณฑ์ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเรื้อรังเมื่อเติบโตขึ้น เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง รวมถึงความบกพร่องด้านสติปัญญาและพัฒนาการ

ความหวังในมือหมอ แม้ความเสี่ยงจะดูน่ากังวล แต่การได้รับการดูแลภายใต้ความเชี่ยวชาญของ กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิด (Neonatologist) ตลอด 24 ชั่วโมง ในหน่วยดูแลทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) ที่มีอุปกรณ์ทันสมัย คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ “นักสู้ตัวจิ๋ว” เหล่านี้สามารถเอาชนะขีดจำกัด และกลับไปเติบโตอย่างมีคุณภาพได้อีกครั้ง

ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดของทารกเกิดก่อนกำหนด คือ “การเสียชีวิต” เนื่องจากร่างกายของทารกยังเจริญเติบโตไม่สมบูรณ์พอที่จะออกมาเผชิญโลกภายนอก นอกจากนี้ ลูกน้อยยังต้องเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ภาวะคลอดก่อนกำหนด “เรื่องใกล้ตัวที่คุณแม่ควรรู้”

การรู้เท่าทันปัจจัยเสี่ยงจะช่วยให้คุณแม่ดูแลครรภ์ได้อย่างถูกจุดและลดโอกาสเกิดเหตุไม่คาดฝัน โดยสาเหตุหลักๆ สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ครับ

1. ปัจจัยด้านสุขภาพและสรีระของคุณแม่

  • ช่วงอายุที่เหมาะสม: คุณแม่ที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี หรือมากกว่า 35 ปีขึ้นไป มีสถิติความเสี่ยงสูงกว่าช่วงวัยอื่น
  • โรคประจำตัว: ภาวะสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือโรคปอด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความแข็งแรงของครรภ์
  • ความผิดปกติของมดลูก: เช่น ภาวะปากมดลูกสั้น มีเนื้องอกมดลูก หรือมดลูกผิดรูปแต่กำเนิด ซึ่งขัดขวางการขยายตัวของพื้นที่สำหรับลูกน้อย
  • ครรภ์แฝด: การตั้งครรภ์ลูกมากกว่าหนึ่งคนทำให้มดลูกขยายตัวเร็วกว่าปกติ เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการบีบตัวก่อนกำหนด

2. ประวัติสุขภาพและการติดเชื้อ

  • ประวัติการตั้งครรภ์: หากเคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนดในครรภ์ก่อนหน้า จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นในครรภ์ถัดไป
  • การติดเชื้อและอาการอักเสบ: ไม่ควรมองข้ามการติดเชื้อเล็กๆ น้อยๆ เช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรืออาการไข้หวัดใหญ่ /โควิด-19 เพราะการอักเสบในร่างกายสามารถกระตุ้นการบีบตัวของมดลูกได้ รวมถึงภาวะถุงน้ำคร่ำอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

3. สภาพจิตใจและพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • ความเครียดสะสม: ฮอร์โมนจากความเครียดส่งผลโดยตรงต่อการบีบตัวของมดลูก คุณแม่ควรหาเวลาพักผ่อนและดูแลสุขภาพจิตอย่างสม่ำเสมอ
  • กิจกรรมที่หักโหม: การเดินเยอะเกินไป ทำงานหนัก หรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ อาจเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะคลอดก่อนกำหนด
  • สารอันตราย: การดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ หรือการได้รับสารเสพติด เป็นอันตรายร้ายแรงต่อการเจริญเติบโตพัฒนาการของทารกและระบบรก,รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนด

4. สาเหตุจากตัวทารกเอง

  • ในบางกรณี หากทารกในครรภ์มีความผิดปกติของโครโมโซม หรือมีภาวะติดเชื้อตั้งแต่ในครรภ์ ร่างกายอาจมีกลไกตอบสนองที่ทำให้เกิดการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนดได้

“การฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้แพทย์ตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และวางแผนป้องกันได้อย่างทันท่วงที”

สัญญาณเตือน! ทารกเกิดก่อนกำหนดที่คุณแม่ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วน มดลูกบีบตัวถี่และสม่ำเสมอ: ปกติหลังอายุครรภ์ 30 สัปดาห์ อาจมีการ “เจ็บครรภ์หลอก” หรือท้องแข็งบ้างเป็นครั้งคราว แต่หากคุณแม่รู้สึกว่า ท้องแข็งตึงบ่อยขึ้น แรงขึ้น และเกิดขึ้นสม่ำเสมอ (เช่น ทุก 10-15 นาที) แม้นอนพักแล้วยังไม่ดีขึ้น นี่คือสัญญาณสำคัญที่ต้องระวัง

อาการแบบไหนคือสัญญาณเตือน! คลอดก่อนกำหนดที่คุณแม่ควรรีบมาพบแพทย์โดยด่วน

หากคุณแม่อายุครรภ์ยังไม่ถึง 37 สัปดาห์ แต่เริ่มมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น อย่าชะล่าใจหรือรอจนถึงวันนัดครั้งถัดไป หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ให้รีบมาโรงพยาบาลทันทีครับ

  • มดลูกบีบตัวถี่และสม่ำเสมอ: ปกติหลังอายุครรภ์ 30 สัปดาห์ อาจมีการ “เจ็บครรภ์หลอก” หรือท้องแข็งบ้างเป็นครั้งคราว แต่หากคุณแม่รู้สึกว่า ท้องแข็งตึงบ่อยขึ้น แรงขึ้น และเกิดขึ้นสม่ำเสมอ (เช่น ทุก 10-15 นาที) แม้นอนพักแล้วยังไม่ดีขึ้น นี่คือสัญญาณสำคัญที่ต้องระวัง
  • มีน้ำใสๆ ไหลออกจากช่องคลอด: หรือที่เรียกว่าภาวะ ‘น้ำเดิน’ ซึ่งเกิดจากถุงน้ำคร่ำแตกหรือรั่ว เป็นสัญญาณว่าลูกน้อยพร้อมจะออกมาเผชิญโลกภายนอกแล้ว และเสี่ยงต่อการติดเชื้อหากปล่อยไว้นาน
  • มูกปนเลือดออกทางช่องคลอด: มูกที่เคยอุดปากมดลูกหลุดออกมาพร้อมเลือด เป็นสัญญาณว่าปากมดลูกเริ่มเปิดหรือบางตัวลง ซึ่งเป็นกระบวนการเริ่มต้นของการคลอด
  • ลูกดิ้นน้อยลงผิดปกติ: การที่ลูกดิ้นลดลงอาจเกิดจากภาวะขาดออกซิเจน หรือความผิดปกติภายในมดลูก ซึ่งความเครียดของทารกสามารถกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนดได้
  • อาการบวมและปวดศีรษะ: หากคุณแม่มีอาการบวมตามมือ ตามเท้า หรือใบหน้า ร่วมกับความดันโลหิตสูงขึ้น อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งเป็นอันตรายทั้งต่อคุณแม่และลูกน้อย และมักนำไปสู่การต้องยุติการตั้งครรภ์ก่อนกำหนด

“หากไม่แน่ใจว่าอาการที่เป็นอยู่คือสัญญาณอันตรายหรือไม่ “การไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กให้มั่นใจ ย่อมดีกว่าการรอดูอาการที่บ้าน” เพราะในทางการแพทย์ ทุกวินาทีมีค่าต่อการยับยั้งการคลอดหรือเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยชีวิตลูกน้อยในหน่วย NICU”

 

แนวทางการป้องกัน: เตรียมความพร้อมเพื่อการตั้งครรภ์คุณภาพ

แม้ภาวะคลอดก่อนกำหนดจะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แต่คุณแม่สามารถลดความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมได้ด้วยวิธีดังนี้ครับ

  • เตรียมความพร้อมก่อนเริ่มตั้งครรภ์: หากวางแผนจะมีลูก ควรตรวจเช็กสุขภาพเพื่อควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติก่อนการปฏิสนธิ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งแม่และลูก
  • ฝากครรภ์ทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์: การฝากครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก (ไตรมาสแรก) ช่วยให้แพทย์ยืนยันอายุครรภ์ได้แม่นยำที่สุด หากคุณแม่มีประวัติเคยคลอดก่อนกำหนดหรือคนในครอบครัวเคยมีประวัตินี้ ควรแจ้งแพทย์ทันทีเพื่อการดูแลอย่างใกล้ชิด
  • ตรวจคัดกรองความเสี่ยงปากมดลูกสั้น: เมื่ออายุครรภ์ได้ 18-22 สัปดาห์ แพทย์จะแนะนำให้ตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอดเพื่อวัดความยาวปากมดลูก หากพบว่ามีความเสี่ยง แพทย์อาจพิจารณาใช้ตัวช่วยป้องกัน เช่น:
    • การใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนธรรมชาติ: ชนิดสอดช่องคลอดตามดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงได้สูงถึง 45%
    • การเย็บผูกปากมดลูก (Cerclage) หรือการใช้ห่วงซิลิโคน (Pessary): เพื่อช่วยพยุงและรัดปากมดลูกตามดุลยพินิจของแพทย์
  • ดูแลสุขภาพกายและใจให้สมดุล:
    • สุขภาพจิต: พยายามหลีกเลี่ยงความเครียดที่ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนและการบีบตัวของมดลูก
    • สุขภาพกาย: เนื่องจากคุณแม่ตั้งครรภ์มักมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติ ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกสะอาด อยู่ในที่อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่อาจกระตุ้นให้เกิดการเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด

แม้ทารกเกิดก่อนกำหนดจะเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก แต่คุณแม่สามารถลดความเสี่ยงและเตรียมความพร้อมได้ด้วยการฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้แพทย์ตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และวางแผนป้องกันได้อย่างทันท่วงที

บทสรุปจากใจถึง “นักสู้ตัวจิ๋ว”

เพราะความรักของแม่ยิ่งใหญ่กว่าอุปสรรคใดๆ การหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนและดูแลครรภ์อย่างใส่ใจจึงเป็นกุญแจสำคัญ อย่างไรก็ตาม หากเหตุสุดวิสัยเกิดขึ้นและลูกน้อยต้องออกมาเผชิญโลกก่อนเวลาที่เหมาะสม “โอกาสในการรอดชีวิตและเติบโตอย่างแข็งแรง” คือสิ่งสำคัญที่สุด

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก กองทุนอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โดยโครงการ Angel Miracle ปาฏิหาริย์ต่อลมหายใจ ตระหนักถึงความสำคัญของทุกวินาทีในหน่วย NICU เราจึงมุ่งมั่นจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยและเพิ่มศักยภาพในการดูแลทารกแรกเกิดวิกฤต เพื่อช่วยให้ทารกที่เกิดก่อนกำหนดกว่า 30,000 คนต่อปี ได้กลับสู่อ้อมกอดของครอบครัวอย่างปลอดภัย

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปาฏิหาริย์

คุณสามารถร่วมส่งต่อ “ลมหายใจ” และมอบโอกาสรอดชีวิตให้กับทารกคลอดก่อนกำหนดได้ที่นี่

[👉 บริจาคสมทบทุนโครงการ “Angel Miracle ปาฏิหาริย์ต่อลมหายใจ” (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)]

ทำไมการสนับสนุนของท่านจึงสำคัญ?

  • ความเชี่ยวชาญที่ตรงจุด: การรักษาทารกตัวจิ๋วต้องอาศัยอุปกรณ์เฉพาะทางที่แม่นยำสูง ควบคู่กับทีมกุมารแพทย์ที่ชำนาญการพิเศษตลอด 24 ชั่วโมง
  • ทุกวินาทีคือชีวิต: การมีอุปกรณ์ที่พร้อมและทันสมัย ช่วยให้การรักษาทำได้ทันท่วงที เพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน
  • พลังแห่งการให้: ทุกยอดบริจาคของท่านไม่ใช่เพียงเงินสนับสนุน แต่คือการมอบอนาคต มอบโอกาสให้เด็กๆ ได้เติบโตไปทำตามความฝัน

เพราะทุกการบริจาคของคุณ… คือลมหายใจและอนาคตของเด็กไทยทุกคน

[👉 บริจาคสมทบทุนให้กับโครงการอื่น ๆ ของสถาบันฯ บริจาคออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ (ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)]

 

พญ.นณิสตา นพรัตน์   กุมารแพทย์สาขาทารกแรกเกิดและปริกำเนิด นายแพทย์ชำนาญการ 

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  (โรงพยาบาลเด็ก) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข