สายด่วน 1415
24 ชั่วโมง

โรคมือเท้าปาก โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กเล็กช่วงฤดูฝน

บริการของเรา > บทความสุขภาพเด็ก > โรคมือเท้าปาก โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กเล็กช่วงฤดูฝน

โรคมือเท้าปาก โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กเล็กช่วงฤดูฝน

ช่วงฝนพรำ… เฝ้าระวังภัยเงียบที่มาพร้อมกับสายฝน! โรคมือเท้าปาก ภัยใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องใส่ใจ!! ช่วง ฤดูฝน ที่มาเยือน นอกจากจะนำพาความชุ่มฉ่ำแล้ว ยังนำมาซึ่งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อในเด็กเล็กที่น่ากังวลที่สุด นั่นคือ โรคมือเท้าปาก (Hand Foot and Mouth Disease – HFMD)!

           โรคนี้มีการแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กวัยเรียนที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกันในสภาพแวดล้อมที่แออัด เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล หรือแม้แต่ตามสนามเด็กเล่นทั่วไป ด้วยลักษณะการติดเชื้อที่ง่ายและช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย ทำให้ เด็กเล็กติดเชื้อได้ง่าย และเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ จากข้อมูลล่าสุด (เดือน กันยายน 2568) รายงานว่ามี ผู้ป่วยสะสมมากกว่า 94,000 ราย โดยกลุ่มอายุมากที่สุดคือ 0–4 ปี และในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโรคนี้ในรายที่ไม่รุนแรงอาจหายเองได้ แต่สำหรับเด็กบางราย โรคนี้อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ต้องการการดูแลระดับวิกฤต ซึ่งในวินาทีนั้น ความพร้อมของระบบการรักษาและอุปกรณ์ทางการแพทย์คือตัวตัดสินชีวิต

ทำความเข้าใจ… โรคมือเท้าปากคืออะไร?

           โรคมือ เท้า ปาก หรือ Hand Foot and Mouth Disease (HFMD) เกิดจากการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัส (enterovirus) ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยในประเทศไทยคือ คอกซากีไวรัส เอ16 (Coxsackievirus A16) สายพันธุ์นี้มักมีอาการไม่รุนแรง และมักจะหายได้เองภายใน 7-10 วัน รองมาได้แก่ สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) ซึ่งเป็นชนิดที่มีความรุนแรง อาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมองที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

           ซึ่งอาการของโรคนี้ที่พบได้บ่อย คือ เป็นไข้ มีแผลในปาก มีผื่น มีตุ่มน้ำใสตามฝ่าเท้า ฝ่ามือ และลำตัว ซึ่งตุ่มหรือผื่นเหล่านี้จะไม่มีอาการคันร่วมด้วย โรคมือเท้าปากเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กทารก เด็กเล็ก หรือเด็กในวัยเรียนที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ในเด็กโตและผู้ใหญ่ก็สามารถป่วยเป็นโรคมือเท้าปากได้ แต่อาการในเด็กเล็กจะรุนแรงมากกว่าเด็กโตและผู้ใหญ่

“โรคมือเท้าปากพบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และในขณะที่เด็กจำนวนมากสามารถดูแลรักษาได้ที่บ้าน เด็กบางรายจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

โรคนี้ระบาดช่วงไหนมากที่สุด?

โรคนี้สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่มักมีการแพร่ระบาดมากในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวที่มีอากาศเย็น และอากาศชื้น ทำให้เชื้อยิ่งแพร่กระจายได้รวดเร็ว และเป็นพาหะในการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นต่อไปได้อีกนานหลายสัปดาห์

รู้เท่าทัน… สังเกตอาการก่อนสาย?

อาการเริ่มต้น หลังได้รับเชื้อ 3-6 วัน

  • มีไข้ต่ำ ๆ หรือไข้สูงได้
  • อ่อนเพลีย เจ็บคอ
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดเมื่อย

หลังจากนั้น 2-3 วัน

  • เริ่มมีแผลในปากบริเวณ ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม เพดานปาก ไปจนถึงรอบ ๆ ริมฝีปาก โดยจะมีลักษณะเป็นจุดแดง ๆ หรือตุ่มใส
  • อาจมีผื่นที่ผิวหนังบริเวณง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ขาหนีบ แขน ขา ลำตัว ข้อศอก มีลักษณะเป็นจุดแดงหรือตุ่มใสแบนหรือนูนเล็กน้อย ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการคัน
  • ในกรณีที่ได้รับเชื้อมือเท้าปากชนิดรุนแรง อาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น หายใจหอบเหนื่อย เดินเซ ซึม อ่อนแรง ไข้สูง และชักได้ หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพาไปพบแพทย์

โรคมือเท้าปาก อาการของโรคนี้ที่พบได้บ่อย คือ เป็นไข้ มีแผลในปาก มีผื่น มีตุ่มน้ำใสตามฝ่าเท้า ฝ่ามือ และลำตัว ซึ่งตุ่มหรือผื่นเหล่านี้จะไม่มีอาการคันร่วมด้วย

เมื่อไหร่ควรพาลูกไปโรงพยาบาล?

สัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบแพทย์ทันที เช่น

  1. เด็กมีอาการซึมลง ไม่เล่น ไม่อยากรับประทานอาหารหรือนม
  2. อาเจียนมาก อ่อนแรง
  3. ปวดศีรษะมาก ปวดทนไม่ไหว
  4. มีอาการพูดเพ้อไม่รู้เรื่อง สลับกับการซึมลง หรือเห็นภาพแปลกๆ
  5. ปวดต้นคอ คอแข็ง มีการรับรู้สับสน
  6. มีอาการสะดุ้งผวา ตัวสั่นๆ แขนหรือมือสั่นบ้าง กล้ามเนื้อกระตุก
  7. มีอาการไอ หายใจเร็ว ดูเหนื่อยๆ หน้าซีด มีเสมหะมาก โดยอาจมีหรือไม่มีไข้ร่วมด้วยก็ได้

 

“เมื่อโรคที่ดูเหมือนไม่ร้าย กลายเป็นภาวะฉุกเฉิน การเข้าถึงห้องผ่าตัดและการรักษาอย่างทันท่วงที คือสิ่งที่ช่วยให้เด็กหลายคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อีกครั้ง”

โรคมือเท้าปากติดต่ออย่างไร?

  • ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอจามของผู้ติดเชื้อ
  • สัมผัสกับน้ำลายหรืออุจจาระของผู้ติดเชื้อ แล้วนำมาสัมผัสปาก ตา หรือจมูก
  • การสัมผัสโดยตรงกับแผลพุพองของผู้ติดเชื้อ
  • จูบหรือกอดผู้ที่มีเชื้อไวรัส
  • การใช้อุปกรณ์รับประทานอาหาร ถ้วย ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หรือเสื้อผ้าร่วมกัน
  • สัมผัสของเล่น พื้นผิว ลูกบิดประตู หรือสิ่งของอื่น ๆ ที่ปนเปื้อนแล้วสัมผัสตา จมูก หรือปาก

อย่างไรก็ดี โรคนี้ไม่ติดต่อโดยการหายใจ ไม่ติดต่อจากคนสู่สัตว์หรือสัตว์สู่คน ทั้งนี้โรคนี้สามารถเป็นซ้ำได้อีก เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ หนึ่งๆ อาจไม่สามารถช่วยป้องกันการติดเชื้อจากไวรัสสายพันธุ์อื่นๆ ได้ แม้จะจัดอยู่ในกลุ่มย่อยของเชื้อไวรัสเดียวกัน

โรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อเอนเทอโรไวรัสซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยในประเทศไทยคือ คอกซากีไวรัส เอ16 สายพันธุ์นี้มักมีอาการไม่รุนแรง และมักจะหายได้เองภายใน 7-10 วัน รองมาได้แก่ สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 ซึ่งเป็นชนิดที่มีความรุนแรง อาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมองที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ 

โรคมือเท้าปากกี่วันหาย?

โรคมือเท้าปากสามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน ทั้งนี้หากไม่มีภาวะเเทรกซ้อนรุนแรง

โรคมือเท้าปากอันตรายไหม?

โรคมือเท้าปากที่เกิดจากเชื้อไวรัส สายพันธุ์คอกซากีไวรัส เอ16 (Coxsackievirus A16) ที่พบบ่อยในประเทศไทยมักมีอาการไม่รุนแรงและหายได้เองในระยะเวลา 7-10 วัน

แต่สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) จะทำให้เด็กที่ป่วยมีอาการอาการรุนแรงเกิดภาวะแทรกซ้อนจะทำให้ไข้สูง อาเจียน อ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ กล้ามเนื้อกระตุก ก้านสมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อัมพาตกล้ามเนื้ออ่อนแรง หัวใจล้มเหลว เสี่ยงต่อการเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็ก ดังนั้นหากเด็กป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก (หรือ HFMD) คุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด และหากมีอาการรุนแรงควรรีบพาพบแพทย์โดยด่วน!

วิธีดูแลลูกเมื่อเป็นโรคมือเท้าปาก?

เนื่องจากอาการเจ็บปวด ที่เกิดจากตุ่มพองและแผลในช่องปากและลำคอ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกน้อยรู้สึกทรมานและไม่อยากอาหาร จนอาจเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เทคนิคการดูแลและจัดเตรียมอาหารตามคำแนะนำด้านล่างนี้ เพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด ภายในช่องปาก และ กระตุ้นให้เด็ก ๆ รับประทานอาหารได้มากขึ้น พร้อมทั้งได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ

  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและความเจ็บปวด
  • งดรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว น้ำผลไม้ หรือโซดาเนื่องจากมีกรด ซึ่งอาจสร้างความระคายเคืองภายในช่องปาก
  • ให้รับประทานของเย็น ๆ เช่น ไอติมแท่ง น้ำแข็ง ไอศกรีม และโยเกิร์ตเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
  • รับประทานอาหารอ่อน ในเด็กเล็กควรป้อนนมแทนการดูด เพื่อลดอาการเจ็บและระคายเคืองจากแผลในช่องปาก
  • เช็ดตัวลดไข้ร่วมกับการใช้ยาบรรเทาอาการปวดลดไข้ เช่น พาราเซตามอล (paracetamol) หรือไอบูโปรเฟน (ibuprofen) โดยหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพริน (aspirin) ในเด็ก
  • ใช้ยาแก้แพ้ร่วมกับยาแก้คันรักษาอาการผื่นที่ผิวหนัง
  • หากมีภาวะขาดน้ำเนื่องจากเจ็บคอรับประทานอาหารไม่ได้ สามารถใช้ยาชาชนิดกลืน Xylocaine Viscus ก่อนป้อนนมหรืออาหารอ่อน ร่วมกับการป้อนเกลือแร่ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ

“การรักษาเด็กไม่ใช่แค่การย่อส่วนการรักษาผู้ใหญ่ ทารกและเด็กเล็กต้องการการดูแลที่แตกต่าง ทั้งด้านพฤติกรรม ความร่วมมือในการรักษา และความเปราะบางของร่างกาย บุคลากรทางการแพทย์จึงต้องมีความชำนาญเฉพาะด้านเด็ก และต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ป่วยเด็กโดยตรง ส่งผลให้การดูแลผู้ป่วยเด็กมีความซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรมากกว่าการดูแลผู้ป่วยผู้ใหญ่”

โรคมือเท้าปาก สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71 หรือ EV71) จะทำให้เด็กที่ป่วยมีอาการอาการรุนแรงเกิดภาวะแทรกซ้อนจะทำให้ไข้สูง อาเจียน อ่อนแรง มือสั่น เดินเซ อาเจียนมาก หายใจหอบ กล้ามเนื้อกระตุก ก้านสมองอักเสบเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปาฏิหาริย์ (Little Miracle)

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี หรือ “โรงพยาบาลเด็ก” เปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้ายของพ่อแม่ทั่วประเทศ กว่าร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่นี่ คือเด็กน้อยที่มีอาการซับซ้อนและวิกฤตซึ่งถูกส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อรับการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและใช้อุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อเด็กโดยเฉพาะ

แต่ในวันที่โรคร้ายระบาดหนัก หรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จำนวนเตียงไอซียู (ICU) และอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีอยู่กลับไม่เพียงพอต่อจำนวนลมหายใจที่รอความหวัง

“เมื่อโรคที่ดูเหมือนไม่ร้าย กลายเป็นภาวะฉุกเฉิน… การเข้าถึงห้องไอซียูและเครื่องมือแพทย์ชั้นสูง คือวินาทีตัดสินชีวิตที่ช่วยเปลี่ยนความกังวลให้กลับมาเป็นรอยยิ้มของครอบครัวได้อีกครั้ง”

มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก จึงขอเชิญชวนผู้ใหญ่ใจดีทุกภาคส่วน ร่วมสมทบทุน โครงการ Little Miracle ปาฏิหาริย์เล็กๆ เพื่อผู้ป่วยเด็กห้องไอซียู เพื่อสมทบทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง และเพิ่มจำนวนเตียงวิกฤตให้เพียงพอต่อการรองรับชีวิตน้อยๆ ที่กำลังรอคอยการรักษาอย่างเท่าเทียมและทันท่วงที

ทำไมการสนับสนุนของท่านจึงสำคัญ?

  • ความเชี่ยวชาญที่ตรงจุด: เพราะการรักษาเด็กไม่ใช่แค่การย่อส่วนจากผู้ใหญ่ แต่ต้องใช้ความชำนาญและอุปกรณ์เฉพาะทาง
  • ทุกวินาทีคือชีวิต: การเพิ่มเตียงไอซียูช่วยลดการรอคอย และเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้ผู้ป่วยเด็กภาวะวิกฤต
  • พลังแห่งการให้: ทุกการบริจาคคือการมอบโอกาสให้เด็กๆ ได้กลับไปเติบโตและใช้ชีวิตตามความฝัน

การเพิ่มจำนวนเตียงผู้ป่วยฉุกเฉิน คือการขยายขอบเขตความช่วยเหลือในยามวิกฤต

และทุกโอกาสในการรักษาที่เพิ่มขึ้น… ล้วนมีความหมายอันยิ่งใหญ่ต่อชีวิตของเด็กหนึ่งคน และครอบครัวของเขา

ข้อมูล พญ.ศิริลักษณ์ เจนนุวัตร กุมารแพทย์  สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  (โรงพยาบาลเด็ก) กรมการแพทย์

อัปเดต 1/5/2569